ทำ CV หรือ Resume ภาษาอังกฤษเริ่มจากไหนดีและต้องมีอะไรบ้าง1 min read

193

สำหรับการสร้าง resume นั้น อาจจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครหลายๆคน โดยเฉพาะถ้าต้องทำเป็นภาษาอังกฤษ Resume โดยจริงๆแล้ว resume นั้น เราจะใช้มันตอนที่เราจะต้องไปเรียนต่อ สอบเข้ามหาลัย หรือจนกระทั่งสมัครงาน ถือเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นหนึ่งในตัวตัดสินสำหรับ HR หรือคนที่สัมภาษณ์เรา เพราะฉะนั้นแล้ว Resume ค่อนข้างสำคัญ โดยเฉพาะสิ่งที่เราจะใส่ไปข้างใน และอย่าลืมว่าการที่เราใส่ข้อมูลของเราลงไปใน Resume ควรเป็นข้อมูลจริง ไม่ควรใส่อะไรที่ไม่เป็นจริงลงไป เพราะถ้าเกิดเราได้สัมภาษณ์งาน กรรมการหรือ hr อาจจะถามถึงเรื่องที่เราใส่ลงไปใน resume เพราะฉะนั้นแล้วเขาดูออกว่าเราโกหกหรือไม่จากการพูดของเรา ดังนั้นควรใส่ข้อเท็จจริงไปทั้งหมด
.
.
.

ทีนี้มาดู Step กันดีกว่าว่าควรเริ่มจากไหนดี สำหรับคนที่ไม่รู้จริงๆว่าถ้าจะทำเป็นภาษาอังกฤษจะต้องเริ่มแบบไหน  เพราะในส่วนของภาษาอังกฤษค่อนข้างที่จะแตกต่างจากภาษาไทยไม่ได้มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการทํา resume นั้นมีหลายแบบ แต่เราจะใช้วิธีที่ง่ายและค่อนข้างเป็นสากล ซึ่งมีดังนี้ 

.
  1. สร้างอีเมลที่เป็นทางการขึ้นมา 

หลายๆคนอาจจะมีอีเมลอยู่แล้วเป็นของตัวเอง แต่อีเมลที่เรานำไปสมัครงานหรือนำไปสัมภาษณ์เพื่อเรียนต่อควรเป็นอีเมลที่เป็นทางการ ไม่มีคำหยาบ หรือไม่มีคำที่ไม่เหมาะสม อย่างเช่น Iamsexygirl.gmail.com อย่างนี้เป็นต้น ควรเป็นอะไรที่เป็นทางการไปเลย อย่างเช่น Duangkamol_Engnow@gmail.com เป็นต้น และขอแนะนำว่าให้ใช้ gmail ดีกว่า
.

2. สิ่งแรกที่เราจะเขียนลงไปในกระดาษนั่นก็คือชื่อนั่นเอง

ชื่อเเละนามสกุลจริงของเรา และอย่าลืมใส่คำนำหน้าชื่อที่ถูกต้องไปด้วย ถ้าเป็นผู้ชายให้ใช้ Mr. ย่อมาจาก Mister ในภาษาไทยก็คือ “นาย” นั่นเอง ส่วนผู้หญิงก็จะมี 2 แบบ นั่นก็คือแบบ Mrs. เป็นคำนำหน้าที่ใช้กับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เช่น Mrs. Duangkamol และแบบ Miss เป็นคำนำหน้าที่ใช้สำหรับผู้หญิงที่ยังเด็กอยู่หรือยังไม่ได้แต่งงาน หรือในภาษาไทยคือ นางสาวนั่นเอง เช่น Miss Duangkamol เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็จะได้ 

Miss Duangkamol Srisuk นั่นเอง และอย่าลืมว่าชื่อของเรานั้น จะต้องเป็นตัวใหญ่เสมอ เพื่อที่ให้ resume ของเราดูเด่น ฟ้อนต์จะใหญ่กว่าส่วนอื่นๆ 
.
.

3. สิ่งต่อมาคือที่อยู่ของเรา

ควรเป็นที่อยู่จริงที่ทางบริษัทหรือทางโรงเรียนที่เราไปสมัครงานเรียนต่อนั้นติดต่อเราได้ แต่สิ่งที่มันยากกว่านั้นคือการที่เราต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ แปลภาษาอังกฤษอาจจะไม่ได้มี หมู่หรือตำบล ทีนี้เรามาดูกันว่าที่อยู่ในไทยเราสามารถเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้แบบไหนบ้าง 

  • บ้านเลขที่: Number / House No.
  • หมู่ที่: Village No.
  • ตรอก Alley
  • ซอย Lane
  • ถนน Road
  • ตำบล / แขวง Sub-district / Sub-area
  • อำเภอ / เขต District / Area
  • จังหวัด Province
  • รหัสไปรษณีย์ Postal Code

แต่บางทีเราสามารถเขียนทับศัพท์ไปได้เลยเช่น 

  • หมู่: Moo
  • ซอย Soi
  • ตำบล Tambon 

ส่วนชื่อตำบลชื่อจังหวัดนั้น จะมีการเขียนเป็นชื่อเฉพาะ เราแนะนำให้ค้นหาใน  Google ดู

ตัวอย่างการเขียนที่อยู่ก็อย่างเช่น 

12/2 Village No.1 Kampangpetch Road, Silom Sub-district, Muang District, Bangkok, 102201
.
.

4. ต่อมาคืออีเมล์นั่นเอง อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า อีเมล์คือสิ่งสำคัญ ควรใช้ e-mail ที่เป็นทางการ

ดังนั้นก็จะได้ตัวอย่างดังเช่นข้างล่างนี้ 


ส่วนการออกแบบนั้นไม่ตายตัว แต่ไม่ควรฉูดฉาดจนเกินไปเพราะอย่าลืมว่าควรเป็นแบบทางการ
.
.

5. อันต่อมาคือ objective ในการสมัครงาน หรือสมัครเรียนต่อ มันคือจุดประสงค์ที่เรายื่น resume ชิ้นนี้นั่นเอง ตัวอย่างก็อย่างเช่น 

  • Seeking internship opportunity in management training and/or finance with a global corporation. หรือแปลได้ว่า ฉันกำลังมองหาโอกาสในการฝึกงานในการฝึกอบรมด้านการจัดการหรือการเงินกับบริษัทระดับโลก

ฉะนั้นแล้วเราต้องรู้ว่าเรากำลังเขียน Resume ฉบับนี้ไปเพื่อสมัครงาน งานตำแหน่งอะไรก็ควรระบุอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถใช้ resume ไปสมัครงานกับหลายๆบริษัทได้ในฉบับเดียวกัน แบบนี้ จะทำให้เราดูเหมือนกับว่าเราใส่ใจในรายละเอียด อาจจะทำให้ HR ตัดสินใจง่ายมากขึ้นสำหรับการรับสมัครงาน 

.
.

6. และอันต่อมาก็คือ Education นั่นเอง

สิ่งนี้ค่อนข้างสำคัญ เราควรใส่สถานที่ศึกษาที่เราจบมาจริงๆ และควรเกริ่นด้วยว่าตอนมัธยมเราเรียนโรงเรียนอะไร อาจจะไม่ต้องลงลึกไปถึงช่วงชั้นอนุบาล เอาแค่มัธยมและมหาลัยก็เพียงพอ แต่ถ้าเกิดมีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศ ต้องควรใส่โรงเรียนที่เราไปแลกเปลี่ยนไว้ด้วย หลังจากชื่อสถานศึกษานั้นควรระบุปีที่เราจบการศึกษา ส่วนช่วงชั้นมหาลัยควรระบุว่าเป็นปริญญาอะไร ตัวอย่างเช่น 


ส่วนเกรดนั้นจะใส่ก็ได้หรือไม่ใส่ก็ได้ ถ้าใส่ก็อาจจะทำให้ HR ตัดสินใจง่ายมากขึ้น
.
.

7. สำคัญอีกอันนึงก็คือ Experience

ส่วนนี้คือส่วนที่เราไว้บอกประสบการณ์ทำงานของเรา เราควรบอกด้วยว่าเราเริ่มงานปีไหนและทำถึงปีไหน พร้อมกับบอกตำแหน่ง สถานที่และหน้าที่ความรับผิดชอบ ตัวอย่างเช่น 

  • May 2018 –  May 2019 Freelance Translator, Bangkok
  • Translating Documents from Thai into English and English into Thai 

.
.

8. Skill

สำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือความสามารถนั่นเอง ความสามารถควรเป็นความสามารถจริงๆไม่ควรใส่อะไรที่เราไม่ได้ทำได้จริง และควรระมัดระวังเรื่องการเขียน สามารถเกี่ยวกับ Microsoft Office เพราะโปรแกรมนี้มีหลายตระกูลมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Word, Microsoft Powerpoint, Microsoft Excel และ Microsoft Publisher ฉะนั้นแล้วควรมั่นใจจริงๆ ทำได้จริงไม่ใช่เขียนไปแล้วทำไม่เป็น Skills ตัวอย่างการเขียนก็อย่างเช่น 

  • Languages: English: Intermediate
  • Computer Literacy: Microsoft Office, Photoshop, Adobe Premiere, Filmora 9,, Editing Video Content

.
.

9. References สิ่งนี้เป็นสิ่งสุดท้ายและสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ Reference ฉันจะเป็นตัวยืนยันที่ช่วยยืนยันว่าเราเคยทำงานหรือเรียนที่ๆเราได้เขียนไปจริง อย่างเช่น

References

  • Prof. Happy Happy / Prof. Malasri Deesuk
  • Faculty of Liberal Arts and Sciences / Faculty of Liberal Arts and Sciences
  • Kasetsart University / Kasetsart University
  • Nakhon Pathom / Nakhon Pathom
  • Email: happy@yahoo.com / Email: malasri@gmail.com

Share
.