5 พฤติกรรมที่ผู้นำองค์กร ทำให้พนักงานเครียดโดยไม่ตั้งใจ

538

กว่าทศวรรษของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นว่า ความเครียดและความวิตกกังวลอันเป็นปัญหาที่แพร่หลายในที่ทำงาน มีส่วนทำให้พนักงานขาดขวัญกำลังใจ คุณภาพชีวิต และผลผลิตในการทำงาน ในขณะที่ความวิตกกังวลเกิดจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของพวกเขา สาเหตุที่พบโดยทั่วไปและมีลักษณะเดียวกันนั้น เกี่ยวข้องกับปัจจัยอย่างหนึ่ง

คือ ความไร้ประสิทธิภาพของผู้นำองกรค์


.

ผู้จัดการและผู้นำองค์กรมีผลโดยตรงต่อความเครียดและระดับความวิตกกังวลของพนักงาน สิ่งที่พวกเขาพูด รู้สึก และกระทำ มีอิทธิพลอย่างมากต่อสุขภาพกายและใจของทีมงาน ยิ่งเป็นผู้นำระดับสูงมากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะมีส่งผลต่อคนจำนวนมากเท่านั้น ทั้งในทางบวกและทางลบ
แต่น่าเศร้าที่ผู้นำน้อยเกินไป ที่ตระหนักว่าพวกเขามีอืทธิพลเช่นนี้ และหลายคนมีความมั่นใจในทักษะความเป็นผู้นำของตนเอง พวกเขาสร้างช่องว่างระหว่างการรับรู้และระดับความสามารถที่แท้จริง

สิ่งนี้อธิบายได้ว่า

เหตุใดแม้แต่หัวหน้าที่มีความหวังดี ก็อาจส่งผลให้เกิดระดับความวิตกกังวลสูงในหมู่พนักงานและมีความสามารถจำกัด ในการแก้ไขและปรับปรุงพฤติกรรมของตนเอง หากคุณคิดว่าตนเองเป็นผู้นำที่มีประสิทธิ คุณจะเปลี่ยนตัวเองไปเพื่ออะไรล่ะ?

ด้วยเหตุนี้เองที่ผู้นำต้องให้ความสนใจอย่างมากกับวิธีที่พวกเขากระทำและสื่อสาร สิ่งนี้จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น เนื่องจากเรามักมองหาผู้นำเพื่อนำทางเราเมื่อเผชิญกับความกลัว เพื่อให้เรามีความชัดเจนและมองเห็นทิศทาง และที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อให้เรามีเหตุผลที่จะมีความหวังและมองในแง่บวก

หากคุณเป็นผู้จัดการหรือผู้นำ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากคุณเรียนรู้บทเรียนทางจิตวิทยาที่สำคัญว่า พฤติกรรมของคุณ ทั้งสิ่งที่คุณพูด กระทำ รู้สึก และแสดงออกมา ส่งผลกระทบต่อทีมของคุณอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณไม่ได้ตระหนักถึงมัน

ทั้งนี้ มีห้ารูปแบบพฤติกรรมเฉพาะ ที่ส่วนใหญ่มักจะเพิ่มระดับความวิตกกังวลของคนรอบข้าง หากคุณสามารถสังเกตเห็นรูปแบบเหล่านั้น คุณก็สามารถเรียนรู้วิธีการเปลี่ยนแปลงมันเพื่อที่จะกลายเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
.
.
.

1) การใช้ภาษาเชิงลบ บ่อยครั้งที่เรามุ่งเน้นไปที่การใช้อวัจนภาษาเพื่อสื่อสารถ่ายทอดอารมณ์ เช่น การขยับไม้ขยับมือและการแสดงออกทางสีหน้า แต่ในความเป็นจริง คำพูดของเรามีแนวโน้มที่จะสื่อความรู้สึกและสิ่งที่เราคิดได้มากกว่า ดังที่แสดงให้เห็นอย่างแพร่หลายในงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้คำพูดและเทคนิคการทำเหมืองข้อความ มีการเชื่อมต่อที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพระหว่างประเภทและความถี่ของคำที่เราเลือกใช้ในการแสดงตัวตน อารมณ์ และสภาวะจิตใจของเรา

นั่นหมายความว่า แม้คุณจะคิดว่าคุณกำลังอภิปรายเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางธุรกิจของคุณอย่างเป็นกลาง แต่วิธีการพูดและภาษาที่คุณเลือกใช้ ก็จะสื่อถึงอารมณ์และสภาวะจิตใจของคุณให้ผู้อื่นทราบ โดยที่คุณอาจไม่ได้ตั้งใจ ผู้นำฯควรจะทราบดีว่า ผลกระทบทางอารมณ์จากคำพูดของพวกเขาจะยิ่งมีพลังมากขึ้น เมื่อพวกเขาสื่อสารออกมาผ่านการเขียน เนื่องจากคนเรามักจะอ่านข้อความสำคัญซ้ำๆ และฝังใจกับเนื้อหาที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึก

มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความวิตกกังวลผ่านทางภาษาพูดโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็คือการละเว้นจากการใช้คำพูดเชิงลบ (เช่น คำว่า น่ากลัว น่าตกใจ และ น่าอันตราย เช่นเดียวกับคำที่กระตุ้นความรู้สึก เช่น คำว่า ท้าทาย ปัญหา และ ไม่พึงประสงค์) ในความเป็นจริง สิ่งที่เป็นเกณฑ์สำหรับการพิจารณาว่าคำๆนั้นเป็นเชิงลบหรือไม่ คือการดูว่ามันจะส่งผลกระทบด้านลบต่อผู้ฟังให้เพิ่มขึ้นหรือไม่ กล่าวคือ มันเพิ่มระดับความกังวลใจและวิตกจริตหรือไม่ แม้ว่าผู้นำสองคนจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกันและอธิบายในเรื่องเดียวกัน พวกเขาก็สามารถสร้างผลกระทบที่แตกต่างกันต่อสาธารณชนได้ หากพวกเขาพูดถึงเรื่องของ “ความหวัง” “การปรับปรุง” หรือ “แสงที่ปลายอุโมงค์” ซึ่งให้ผลตรงกันข้ามกับคำว่า “จำนวนผู้เสียชีวิต” “อัตราการเสียชีวิต” หรือ “ภาวะซึมเศร้า”
.
.

2) การกระทำที่ผิดปกติหรือเอาแน่เอานอนไม่ได้ เรามักมองลักษณะท่าทางที่เป็นธรรมชาติและความไม่แน่นอนเสมือนกับว่ามันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความคิดสร้างสรรค์ ราวกับว่ามันเป็นองค์ประกอบสำคัญของจิตวิญญาณอันอิสระ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วคนส่วนใหญ่ต้องการกำจัดความไม่แน่นอนและสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ออกไปจากชีวิตของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันทำให้พวกเขาเกิดความวิตกกังวล

การแพร่ระบาดของ Covid-19 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ เราไม่เพียงรู้สึกตกใจกับผลเสียของไวรัสที่มีต่อชีวิตของเราเท่านั้น แต่ยังวิตกกังวลจากการที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บรรดาผู้นำต่างก็ไม่สามารถรับประกันความแน่นอนอะไรให้ได้ ในเมื่อพวกเขาก็ไม่สามารถทำนายอนาคตได้เช่นกัน แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็สามารถหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเพิ่มระดับความเครียด ด้วยการดำเนินการรับมืออย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เราสามารถคาดการณ์ได้

หากคุณเป็นเจ้านาย อย่ายัดเยียดอะไรที่ซับซ้อนเกินความจำเป็นให้แก่ชีวิตของลูกน้องด้วยการทำให้พวกเขาต้องคอยคาดเดาว่าคุณจะทำอะไรต่อไป คุณต้องมีความน่าเชื่อถือ คาดการณ์ได้ และแม้แต่เป็นคนที่น่าเบื่อในกรณีที่จำเป็น คุณอาจเป็นปัจจัยเดียวที่พนักงานของคุณสามารถวางใจได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน

กล่าวง่ายๆว่า นั่นหมายถึงการจัดโครงสร้างที่ชัดเจนให้กับการประชุมและการสื่อสารของคุณ บอกกล่าวความคาดหวังล่วงหน้า หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงและยกเลิกในนาทีสุดท้าย และหากเป็นไปได้ ให้ดำเนินการกับกิจวัตรเดิมที่คุณเคยประสบมาก่อนที่จะเกิดวิกฤติหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
.
.

3) ความแปรปรวนทางอารมณ์ ผู้บังคับบัญชาที่ชอบกระตุ้นความตื่นเต้น เป็นเสมือนรถไฟเหาะตีลังกา พวกเขาอาจจะสนุกสำหรับผู้แสวงหาความเร้าใจ แต่พวกเขามีแนวโน้มจะสร้างเครียดให้กับคนอื่นๆ สิ่งสุดท้ายที่พนักงานของคุณต้องการในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก คืออารมณ์อันแปรปรวนในตัวผู้นำของพวกเขา มันเหมือนกับการยั่วยุใครสักคนระหว่างการสนทนาที่ดุเดือดในวันที่เขาหรือเธอกำลังรู้สึกแย่มาก มันจะไม่จบลงด้วยดี

เรื่องนี้อาจจะพูดง่ายกว่าทำ แต่การเป็นผู้นำต้องมีความสามารถในการจัดการกับความกดดันได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤต โปรดจำไว้ว่าความเครียดของคุณแมีแต่จะไปเพิ่มความเครียดให้กับผู้อื่นเท่านั้น ความหมายหลักๆก็คือ คุณควรให้ความสำคัญกับการแสดงออก เก็บอารมณ์ของคุณไว้ และแสดงสีหน้าออกมาให้ดีที่สุดต่อหน้าพนักงานของคุณ

คุณอาจสงสัยว่ามันมีลักษณะอย่างไร โดยทั่วไปแล้ว มันเกี่ยวข้องกับหลักการข้อที่สอง กล่าวคือ ทีมงานของคุณกำลังมองคุณ ในลักษณะที่มองหาความรู้สึกมั่นคงและการชี้แนะ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย หากคุณเป็นคนที่มีความสุขุมและมั่นคง จงพยายามรักษาสภาวะดังกล่าวไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ว่ามันอาจเป็นเรื่องปกติที่จะแสดงความแปรปรวนทางอารมณ์ออกมาในช่วงเวลาวิกฤต แต่ยิ่งทีมงานของคุณรับรู้ความแปรปรวนดังกล่าวน้อยเท่าไร ความเครียดของพวกเขาก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ถ้าธรรมชาติของคุณเป็นคนแบบผันผวนและมักถูกกระตุ้นได้ง่าย คุณควรพยายามเปล่งรัศมีแห่งความสงบและเยือกเย็นราวกับว่าคุณเพิ่งออกจากการเข้าสมาธิ คุณอาจรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ดูสุดโต่งเกินไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก มันจะช่วยให้คุณสามารถกลั่นกรองและระงับความวิตกกังวลได้ดีขึ้น

เมื่อทีมงานของคุณเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พวกเขาก็อาจรู้สึกวิตกกังวลน้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ วิธีการที่สามารถลดความแปรปรวนทางอารมณ์ได้นั้น รวมถึงการฝึกสติเป็นประจำ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอขึ้น การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ และการหัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นเพื่อที่คุณจะได้รู้ทันตัวเองเมื่อขาดสติ
.
.

4) การมองแง่ร้ายมากเกินไป เราอาศัยอยู่ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกฝั่งตะวันตก ซึ่งรังเกียจความคิดเชิงลบและประณามการมองโลกในแง่ร้าย ราวกับว่ามันเป็นปัญหาทางจิต แต่ที่จริงแล้ว การมองโลกในแง่ร้ายเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม เนื่องจากมันช่วยให้ผู้นำสามารถตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ลดความเสี่ยง และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจแบบหยิ่งยโสและเกินความจริง อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดและวิตกกังวล การมองโลกในแง่ร้ายของผู้นำมีแนวโน้มที่จะกลายมาเป็นภาระทางใจ ไร้แรงผลักดันผู้อื่น และผลักดันความวิตกกังวลที่มากพออยู่แล้วของพวกเขา ให้กลายไปเป็นความเครียด

นี่คือสาเหตุที่แม้ว่าคุณจะไม่สามารถหาเหตุผลในการมองโลกในแง่ดีได้ แต่คุณก็ควรละเว้นจากการแสดงทัศนคติในแง่ร้ายโดยทันที แม้ว่าการตอบสนองตามธรรมชาติของคุณคือการมองในแง่ร้ายไว้ก่อน แต่การยัดเยียดมันให้กับผู้อื่นอาจทำให้พวกเขาวิตกกังวลมากขึ้น ความสามารถใน การควบคุมและฉายภาพแห่งความสงบและมั่นคง จะช่วยให้ทีมงานของคุณแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย จำไว้ว่าความเป็นผู้นำนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับตัวคุณ แต่มันเป็นเรื่องของการถ่ายทอดทรัพยากรที่คุณมีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

นอกจากนี้ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าทีมงานของคุณมักจะคาดหวังการมองโลกในแง่ดีจากคุณในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน พวกเขาอาจรับรู้เรื่องนี้ไปล่วงหน้าแล้ว เช่น หากคุณบอกว่าสถานการณ์จะเป็นไปด้วยดี พวกเขาก็จะเชื่อคุณ แต่ถ้าคุณบอกพวกเขาถึงสิ่งที่เลวร้าย พวกเขาก็มักจะตีความสถานการณ์ไปในทางที่เลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่
.
.

5) การเพิกเฉยต่ออารมณ์ของผู้อื่น บางทีความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่คุณสามารถกระทำได้ในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียด คือ การเพิกเฉยต่ออารมณ์ความรู้สึกของทีมงาน ข้อผิดพลาดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อผู้นำจดจ่ออยู่กับการรับมือปัญหาทางอารมณ์ ของตนเอง ดังนั้น ถึงแม้คุณอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจและควบคุมความวิตกกังวลของคุณเอง แต่การควบคุมมุมมองของผู้อื่นที่มีต่อสภาวะของคุณ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากพวกเขาคิดว่าคุณไม่สามารถจัดการตัวเองได้ พวกเขาจะไม่เชื่อใจคุณในการบริหารจัดการพวกเขาเช่นกัน กุญแจสำคัญในที่นี้คือ ความเห็นอกเห็นใจ กล่าวคือ คุณจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อคุณมุ่งเน้นไปที่ผู้คนที่อยู่รอบตัวคุณ ไม่ใช่สนใจแต่ตัวเองเท่านั้น

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยจำนวนมากได้เน้นถึงบทบาทสำคัญที่ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) มีผลต่อการพัฒนาความเอาใจใส่ผู้อื่น กล่าวโดยชัดเจนก็คือ ผู้นำที่มีอีคิวสูงนั้น จะมีความเข้าใจและมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีกว่า รวมถึงการควบคุมอารมณ์ตนเองด้วย ผู้นำบางอาจมีพรสวรรค์ในด้านนี้มากกว่าผู้นำคนอื่น น่าเสียดายที่ไม่มีใครตื่นขึ้นมาพร้อมกับอีคิวที่สูงขึ้นได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่พวกเขา สามารถ พัฒนาความมุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจผู้อื่นได้

จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือ การจำไว้ว่าในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การตรวจสอบผลกระทบทางอารมณ์และความเครียดของผู้อื่น มีความสำคัญมากกว่าการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานและประสิทธิผลหรือการบริหารงานของพวกเขา วิธีง่ายๆในการบรรลุเป้าหมายนี้คือ การประชุมแบบตัวต่อตัวกับสมาชิกในทีม เพิ่มความถี่ในการปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถามปลายเปิดที่เชื้อเชิญให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วม และหมั่นแสดงความเห็นอกเห็นใจทุกครั้งที่ทำได้ ดังที่ เดล คาร์เนกี้ กล่าวเอาไว้ว่า “เมื่อต้องติดต่อกับผู้คน อย่าลืมว่าคุณไม่ได้กำลังติดต่อกับสิ่งที่เป็นตรรกะ แต่เป็นสิ่งที่มีอารมณ์ความรู้สึก”
.
.
.
.

กล่าวโดยย่อคือ คุณมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความวิตกกังวลให้ผู้อื่นน้อยลง หากคุณมุ่งมั่นที่จะคิดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการกระทำของคุณที่มีต่อพวกเขา ในฐานะผู้นำ คุณเปรียบเสมือนเครื่องขยายอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น หากคุณทำสิ่งที่ถูกต้อง คุณก็สามารถดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากพวกเขาได้แม้ในเวลาที่เลวร้ายที่สุด แต่หากคุณทำสิ่งผิด คุณจะลดขวัญและกำลังใจในการทำงานพวกเขาลง แม้ว่าสภาวการณ์อาจจะเป็นไปด้วยดีก็ตาม


*สำหรับใครที่กำลังมองหาคอร์สเรียนออนไลน์ สามารถกดปุ่ม inbox มุมขวาล่าง ทักสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยนะครับ*

Share
.