Home 2021

Yearly Archives: 2021

มองดูให้ดี ก่อนใช้ look, watch และ see

"ครูครับ…คำว่า look, watch และ see ใช้แทนกันได้มั้ยครับ" จู่ๆ น้องตั้มก็เอ่ยถามขึ้นมาในเย็นวันหนึ่งที่จริงไม่ใช่น้องตั้มคนเดียวหรอกครับที่ถามคำถามนี้ แต่ยังมีอีกหลายคนที่สงสัยมานานแล้ว เกี่ยวกับการใช้คำว่า look, watch และ see เพียงแต่พี่ๆน้องๆส่วนใหญ่ไม่รู้จะไปถามใครดี วันนี้ครูก็เลยหยิบเรื่องนี้มาเขียนให้หายสงสัยกัน แบบรวบยอดในบทความเดียว (ถ้าสงสัยอะไรเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ให้ถามครูทันทีเลยนะครับ อย่าเก็บไว้นานจนลืม) พร้อมหรือยางงงงงงง…..ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลย คำตอบก็คือ มันใช้แทนกันได้ในบางบริบทเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว มันใช้แทนกันไม่ได้ครับ….แค่นี้ล่ะครับ (อะ…ล้อเล่นนนนน)...

จะเชื่อมด้วย “which” หรือ “that” ดีล่ะ

0
คำเชื่อมที่ถูกนำมาใช้ในประโยค relative clause หรือประโยคย่อยที่ขยายคำนามมากที่สุด |คือ คำว่า which และ that ซึ่งจะเชื่อมคำนามกับส่วนขยายเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ดี มันเป็น 2 คำเชื่อมที่มีหลายคนสับสนกับวิธีเลือกใช้มากที่สุดด้วยเช่น กัน เพราะถึงแม้ว่า which กับ that จะใช้แทนกันได้ แต่ทั้งสองคำนี้ก็ไม่สามารถใช้แทนกันได้ในทุกกรณี ตัวอย่างของประโยคที่ใช้ which และ...

คำถามแบบ Indirect Question

ประโยคคำถามในภาษาอังกฤษอาจแบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือ การถามที่ต้องตอบ yes หรือ no ว่าใช่หรือไม่ใช่ (Yes/No question) กับการถามแบบที่ต้องการให้อีกฝ่ายตอบเป็นรายละเอียดหรือข้อมูลบางอย่าง ทั้งนี้ ในชีวิตประจำวันทั่วไปกับการใช้หรือสนทนาภาษาอังกฤษ พวกเรามักจะได้พบเจอประโยคคำถามโดยทั่วไป ที่มีชื่อเรียกแบบเป็นทางการว่า Direct Question (DQ) กันเป็นประจำอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น "What are you doing?" ...

รวมศัพท์เติม ‘s’

ไม่ครับ….ไม่ถึงขนาดรวมไว้ทุกๆคำในภาษาอังกฤษหรอกครับ เพราะเนื้อที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอแน่ๆ เอาเป็นว่า เราจะมากล่าวถึงคำที่ต้องมี s ต่อท้ายเสมอ ซึ่งหลายๆคนมักเผลอลืมไป จึงอาจทำให้ชาวต่างชาติฟังแล้วงงหรือไม่เข้าใจว่า เราพูดคำหรือประโยคนั้นๆ ในความหมายใดกันแน่ ตัวอย่างเช่นคำนามที่ต้องเติม s เสมอ แม้ว่าจะหมายถึงสิ่งของชิ้นเดียวก็ตาม (เพราะมันมาเป็นคู่หรือเป็นแพ็ค จึงต้องเป็นพหูพจน์) เช่นคำว่า…. Jeans - กางเกงยีนส์ ...

“Anyway”/”Anyhow”/”Someway”/”Somehow”

4 คำนี้ เป็นกลุ่มคำที่ประกอบไปด้วยคำที่เราต้องเจอบ่อยๆ ในขณะที่บางคำก็อาจจะไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก แต่อย่างไรก็ตาม การรู้ความหมายและวิธีใช้งานแต่ละคำเอาไว้ ย่อมเป็นการดี 1) Anyway คำนี้ถือได้ว่า เป็นคำที่เรามักพบเจอและอาจต้องใช้บ่อยที่สุด ถ้าเราอยากจะสื่อสารให้ได้ดีเหมือนเจ้าของภาษา โดยมันมีความหมายในทำนองว่า “อย่างไรก็แล้วแต่" "….อยู่ดีนั่นล่ะ” หรือ "ช่างเถอะ" ตัวอย่างเช่น This dress is so expensive, but I bought...

“gone” หรือ “been”

0
มีเพลงๆหนึ่ง ซึ่งทั้งไพเราะและมีความหมายลึกซึ้งมาก ชื่อเพลงว่า "I've never been to me" ของ Charlene หลายๆคนอาจเคยได้ฟัง แต่ไม่รู้ความหมายของเนื้อเพลง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแค่ความหมายของชื่อเพลง ก็ลึกซึ้งจนมีการตีความกันไปต่างๆนานา ที่ครูเกริ่นถึงเพลงนี้ขึ้นมา นอกจากจะส่งเสริมให้น้องๆลองหัดฟังเพลงสากลกันบ่อยๆแล้ว ครูยังจะมาถึงการใช้คำว่า 'been' อีกด้วย คำว่า been เป็นกริยาช่องที่ 3 ของ V....

ใช้ “to” หรือ “for” ดี

คำว่า to กับ for ถึงแม้จะเป็นคำที่แปลง่ายๆทั้ง 2 คำ แต่เมื่อต้องนำมาใช้ในการแต่งประโยค หลายๆคนมักจะสับสนกันใช่ไหมล่ะครับว่า จะใช้ตัวไหนในการเชื่อมคำดี หลักการเบื้องต้นง่ายๆ คือ เราจะใช้คำว่า to เมื่อกล่าวถึงการเคลื่อนที่ หรือย้ายจากจุดหนึ่งหรือไปยังอีกจุดหนึ่ง หรือมีการโอน ย้าย ส่งต่อ แลกเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างกันตัวอย่างเช่น I’ll drive you to school....

“Sorry” หรือ “Apologize”

ที่จริงแล้ว ในภาษาอังกฤษ ไม่มีคำว่า "ขอโทษ" เพราะคำนี้เป็นคำในแบบไทยๆ ซึ่งเข้าใจว่าติดมาจากในสมัยก่อนหรือยุคเจ้าขุนมูลนาย ที่เมื่อเวลาชาวบ้านทำอะไรผิดต่อชนชั้นสูง ก็จะขอให้ผู้นั้นลงโทษพวกเขาตามที่เห็นสมควร คล้ายๆคำว่า "ขอประทานโทษ" คำว่า sorry กับ apologize หมายถึง ที่คนไทยมักแปลว่า “ขอโทษ” นั้น ที่จริงแล้วมันแปลว่า “เสียใจ” และ “สำนึกผิด/เสียใจ (ที่ทำบางอย่างลงไป)” ตามลำดับ ตัวอย่างเช่น I’m...

ไปๆมาๆ กับคำว่า “come” และ “go”

คำว่า "come" และ "go" เป็นคำกริยาที่ใครๆก็น่าจะรู้ความหมายกันดี เพราะมีการสอนคำศัพท์พื้นฐานเช่นนี้กันตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม และเด็กมัธยมส่วนใหญ่ก็สามารถท่องกริยา 3 ช่องของทั้งสองคำนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เวลาที่จะนำคำว่า "come" และ "go" มาใช้ในประโยคและต่างๆ หลายๆคนอาจจะยังคงใช้ผิดกันอยู่ โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะถ้าจะให้เหมือนที่เจ้าของภาษาใช้ มันจะมีรายละเอียดมากกว่าที่คิด ในบริบททั่วไป คำว่า 'go' จะแปลเป็นไทยได้ตรงตัวว่า หมายถึง 'ไป' กล่าวคือ...

เรียนภาษาอย่างคุ้มค่า ไม่น้อยหน้าใคร

0
ในโลกปัจจุบันนี้คงปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ภาษาอังกฤษคือภาษาที่สำคัญที่สุดในยุคโลกาภิวัตน์นี้ จึงทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดการเรียนภาษาอังกฤษกันอย่างสูง โดยเฉพาะตลาดการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ โดยที่แทบทุกที่ ได้ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์เพื่อเป็นการตอบโจทย์กับยุค New normal , keep social distancing ในขณะนี้ ทำให้ผู้เรียนมีตัวเลือกมากยิ่งขึ้น และคู่แข่งทางธุรกิจที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ทาง Engnow ต้องตามหาข้อแตกต่างจากคู่แข่งให้มากที่สุดและให้ได้ประโยชน์กับผู้เรียนมากที่สุดเช่นกัน จากความคิดในการหาข้อแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดการศึกษาออนไลน์ทำให้เราพบจุดบกพร่องของการเรียนออนไลน์ที่แตกต่างจากการสอนแบบสดๆ คือ หากผู้เรียนไม่เข้าใจ สามารถถามคำถามจากครูได้เลย ถึงแม้ว่าการเรียนของเรานั้น ผู้เรียนสามารถย้อนกลับไปเรียนซ้ำในบทที่ไม่เข้าใจได้ แต่อย่างไรทาง...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า